เชียงใหม่อ่อนหวาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่



นมสำหรับหนูน้อย

ประตูสู่การติดหวาน

แหล่งข้อมูล :ปิยะดา ประเสริฐสม. สถานการณ์โรคฟันผุในเด็กปฐมวัย กับการบริโภคน้ำตาล
กองบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ. "นมจืด นมเปรี้ยว เด็กควรเเดิ่มนมไหนดี", นิตยสารฉลาดซื้อ ปีที่ 9 ฉบับที่ 51 ตุลาคม-พฤศจิายน 2545.เอกสาร "การรณรงค์เพื่อการลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก (ระยะที่ 1 การลดการบริโภคน้ำตาลในนมของเด็กเล็ก)" Lactation management model, Wellstart International, 2000

Online avialable:[http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/PR/E-book/child/mai.html]

การติดหวาน สามารถถูกสร้างขึ้นมา ตั้งแต่วัยต้นของชีวิต โดยธรรมชาตินั้น เด็กชอบหวานอยู่แล้ว ถ้าให้เด็กเลือกระหว่างน้ำเปล่ากับน้ำหวาน เด็กจะเลือกน้ำหวาน แต่ในความเป็นจริง ทารก และเด็กเล็กไม่ได้เลือกบริโภคอาหารด้วยตนเอง พ่อแม่ และผู้ใหญ่เป็นคนเลี้ยงดูเด็กต่างหาก ที่เป็นคนกำหนด

ติดหวานเริ่มจากวัยแบเบาะ

รากฐานสำคัญที่สุดหนึ่งของการติดหวาน อยู่ที่แบบแผนในการบริโภคอาหาร และเครื่องดื่มของเด็ก ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ผลจากการศึกษาของ Habibian ในปี พ.ศ.2543 พบว่า แบบแผนการบริโภคของเด็กได้ถูกสร้างขึ้น ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแม่ และผู้เลี้ยงดูเป็นสำคัญ

การทำให้เด็กคุ้นเคยกับความหวาน ตั้งแต่วัยทารก เป็นการเพาะเชื้อการติดหวานที่มีประสิทธิภาพยิ่ง เพราะเมื่อเด็กโตขึ้น และเริ่มจะมีส่วนในการเลือกอาหารเองได้แล้ว เด็กก็จะเลือกการบริโภคอาหารหวาน และจะเพิ่มความหวานมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไปจนโต การห้ามจะเป็นไปได้ยาก เพราะโดยธรรมชาติ เด็กยิ่งชอบหวานอยู่แล้ว

ไม่ผิด หากจะกล่าวว่า อาหารรสชาติหวาน หรือน้ำตาลช้อนแรกที่ทารกได้รับ นั่นเองคือ จุดตั้งต้นของการติดหวาน ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่จะมีบทบาทส่งเสริมการติดหวาน อย่างสำคัญ ได้แก่ การกินหวานแบบไม่พอดี หรือไม่ถูกวิธี เช่น ก้นต่อเนื่องทุกมื้อ ดื่มน้ำหวานแทนน้ำเปล่า นอนดูดขวดนมจนโต ฯลฯ

นมคือ ด่านแรกที่สำคัญ

ในฐานะที่นมคืออาหารหลักของเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด แบบแผนของการบริโภคนม และชนิดของนมที่เด็กได้รับ จึงมีส่วนกำหนดพฤติกรรมการติดหวาน อย่างมีนัยสำคัญ

น้ำนมแม่เป็นนมธรรมชาติ ที่มีส่วนประกอบหลักคือ น้ำตาลแลคโตส น้ำตาลชนิดนี้ จัดว่าหวานน้อยกว่าน้ำตาลชนิดอื่น โดยหวานน้อยกว่าน้ำตาลซูโครส ประมาณ 5 เท่า ในนมวัวธรรมชาติก็มีน้ำตาลแลคโตสเช่นกัน แต่กลุ่มน้ำตาลในน้ำนมแม่ มีความจำเพาะที่มีในนมแม่คน เป็นประโยชน์ต่อลูกคน เช่น มีส่วนประกอบของโอลิโกแคคคาไรด์ มากมายหลายแบบ ที่มีประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อ และเป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ Lactobacilli ที่ถือว่า เป็นเชื้อที่เป็นพันธมิตรกับร่างกาย ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม จึงช่วยให้กระดูก และฟันแข็งแรง และมีส่วนประกอบของ กาแลคโตไลปิด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง เป็นต้น ดังนั้น การให้ลูกเริ่มต้นด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยลดปัญหาการติดหวาน และได้ประโยชน์อันสูงค่าของน้ำนมแม่ ควบคู่ไปด้วย

เหตุที่นมกลายเป็นตัวการใหญ่ ของการติดหวาน เป็นเพราะในปัจจุบันมีการผสมน้ำตาล ลงในนมอย่างแพร่หลาย ทั้งจากทางผู้ผลิตนม และจากทางพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กเอง

แม้ว่าตามกฎหมายของไทย จะมีข้อห้ามไม่ให้เติมน้ำตาลในนมดัดแปลงสำหรับทารก คือ เด็กแรกเกิดถึงอายุ 12 เดือน แต่กลับอนุญาตให้เติมในนมสูตรต่อเนื่อง สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 3 ปี นอกจากนี้ในนมพร้อมดื่มที่มีการเติมรสแต่งกลิ่น รวมไปถึงนมเปรี้ยว ก็ล้วนมีการเติมน้ำตาล ประมาณร้อยละ 5-15 ของปริมาณโดยรวม ทั้งด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เป็นต้น

รากฐานที่สำคัญของการไม่ติดหวาน ย่อมขึ้นอยู่กับการฝึกบริโภค แก่เด็กวัยตั้งแต่แรกเกิด จนถึง 3 ปี ต่อไปนี้คือ แนวทางสำหรับผู้เป็นพ่อแม่ หรือคนที่ดูแลด้านอาหาร เพื่อสร้างเด็กที่ไม่นิยมหวาน หรือเรียกได้ว่า เป็นมาตรการตัดไฟการติดหวาน เสียแต่ต้นลมนั่นเอง

การเลือกนม

ถ้าเลือกได้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือ คำตอบที่ดีที่สุด เพราะไม่เพียงแต่เป็นการปิดประตูสำหรับการเติมน้ำตาลได้อย่างชะงัด หากในน้ำนมยังมีสารอาหาร และแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด ที่ให้ประโยชน์มากมาย เช่น เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยในเรื่องพัฒนาการของสมอง ฯลฯ ทั้งนี้ นมแม่สามารถเป็นอาหารอย่างเดียวให้แก่ลูกได้ ในระยะเวลา 4-6 เดือนแรกของชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องให้อาหารอื่นใด หลังระยะนี้ จึงเริ่มอาหารอื่น และกินนมแม่ควบคู่ไปด้วย จนลูกอายุ 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องให้นมผสม สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมั่นใจว่า ไม่มีการเติมน้ำตาลโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะนมผสมสำหรับทารก หลังอายุ 6 เดือน

สำหรับนมข้นหวาน เป็นที่ชัดเจนว่า ห้ามใช้เลี้ยงทารกโดยเด็ดขาด

พฤติกรรมการดื่มนม

ทารกวัยแรกเกิดจนถึง 6 เดือน เป็นระยะที่ฟันยังไม่ขึ้น ในวัยนี้สามารถให้กินนมได้เต็มที่ แต่ควรพยายามฝึกให้กินมากในเวลากลางวัน และค่อยๆ ฝึกลดการกินในเวลากลางคืน มักจะทำได้เมื่อทารกอายุ 4-6 เดือน หลังอายุ 6 เดือน ฟันจะเริ่มขึ้น การดูดนมตอนกลางคืน จะมีส่งเสริมให้เกิดฟันผุได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่น้ำลายทำงานไม่ดี ฟันปนเปื้อนน้ำนม จึงมีโอกาสฟันผุ

การปล่อยทารกหลับคาขวดนม เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ทางที่ดีควรหาของเล่นที่ชอบให้อยู่เป็นเพื่อน เมื่อถึงเวลานอน โดยเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน ขณะเดียวกันก็เริ่มฝึกให้ลูกกินนม หรือน้ำ จากแก้วไปด้วย เพื่อลดการติดขวดนม

ดูแลอาหารเสริม

การให้อาหารเสริมแก่ทารก ควรเน้นอาหารธรรมชาติที่ปรุงง่ายๆ เช่น ข้าวบด กล้วยบด น้ำแกงจืด โดยไม่ต้องใส่น้ำตาลเพิ่ม เนื่องจากในอาหารธรรมชาตินั้น มีน้ำตาลเพียงพอกับทารกอยู่แล้ว ส่วนอาหารเสริมสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาด โดยทั่วไปมักมีน้ำตาลผสมในรูปแบบต่างๆ ควรพิจารณาเลือกชนิดที่ไม่มีการเติมน้ำตาลเท่านั้น

ไม่ควรฝึกให้ลูกกินอาหารรสจัด กรืออาหารที่มีการปรุงแต่งมาก ระลึกไว้เสมอว่า การฝึกกินหวานนั้นง่าย แต่แก้ไขยาก โดยเฉพาะถ้าหากมีการกินหวานกันมาแต่เด็ก

น้ำและเครื่องดื่ม

สำหรับทารกที่กินนมแม่ ไม่จำเป็นต้องให้กินน้ำเลยก็ได้ ในระยะ 4-6 เดือนแรกของชีวิต ทารกจะได้รับน้ำนมอย่างเต็มที่ เหมาะสมกับสมอง และร่างกายที่โตเร็วมากในระยะนี้ ถ้าได้รับน้ำทารกจะได้น้ำนมน้อยลง และน้ำในระยะนี้ยังไม่จำเป็น เพราะเป็นช่วงที่ฟันยังไม่ขึ้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องฟันผุ หรือลูกจะหิวน้ำ เพราะนมแม่มีกลไกธรรมชาติ ที่จะช่วยให้ดับกระหายได้ กล่าวคือ น้ำนมส่วนหน้าเต้า หรือส่วนแรกที่ทารกดูดน้ำนั้น จะข้นน้อยกว่านมส่วนหลัง เวลาอากาศร้อน จะสังเกตเห็นว่าทารกจะดูดนมแม่เร็ว แต่สั้นๆ สักพัก ซึ่งจะได้นมส่วนหน้าโดยเร็ว เสมือนดับกระหาย แล้วจึงดูดนาน เพื่อให้ได้น้ำนม หลังเต้า ซึ่งข้นเพราะมีไขมันมากกว่า

นอกจากนม เครื่องดื่มที่เหมาะสมก็คือ น้ำเปล่า ส่วนน้ำหวาน และน้ำอัดลม เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะน้ำอัดลม เพราะนอกจากความหวานแล้ว ยังมีภาวะความเป็นกรดด้วย

น้ำผลไม้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรให้แก่เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนเช่นกัน เพราะน้ำผลไม้ก็จัดเป็นอาหารหวานชนิดหนึ่ง จากการที่มีน้ำตาลฟรุคโตสมาก ดยทั่วไปเราเข้าใจว่าน้ำผลไม้เป็นแหล่งวิตามิน และเกลือแร่ที่ดี แต่ในความเป็นจริง ขึ้นกับกระบวนการเตรียมน้ำด้วย เช่น การทิ้งน้ำไว้นาน จะทำให้ปริมาณวิตามินสูญเสียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี นอกจากนี้ การดื่มน้ำผลไม้มาก ก็เป็นการเพิ่มโอกาสติดหวานได้ การให้น้ำผลไม้ จึงต้องไม่พร่ำเพรื่อ ปริมาณที่แนะนำคือ ประมาณ 10 ซีซี ต่อน้ำหนักเด็ก 1 กิโลกรัม เช่น ถ้าเด็กหนัก 6 กิโลกรัม ก็ควรให้ประมาณ 2 ออนซ์ และในการให้ควรให้เป็นมื้อ สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 1 ปี ให้เพียงวันละครั้ง การฝึกดื่มจากแก้ว จะดีกว่าดูดจากขวด เพราะโอกาสน้ำตาลสัมผัสฟันนานๆ จะน้อยกว่า และป้องกันการติดดูดกินตลอดเวลา

เมื่อทารกสามารถบดเคี้ยวอาหารได้ ควรปรับให้กินผลไม้แบได้เนื้อด้วยจะดีกว่า เพราะจะได้ใยอาหาร และทำให้การดูดซึมน้ำต่าล เป็นไปอย่างเหมาะสมกว่า กล่



User : Pass :   กรุณาล็อกอินก่อนแสดงความเห็นด้วยค่ะ
สมัครสมาชิก ที่นี่ค่ะ!!