เชียงใหม่อ่อนหวาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่



ความหวานน่ารู้

1. ความลับของความหวาน

แหล่งข้อมูล :Consumers' Association of Penang. How much SUGAR is hidden in your foods.

Online available:[http://dental.anamai.moph.go.th/oralhealth/PR/E-book/child/mai.html]

โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์เราชื่นชอบความหวาน แต่การบริโภครสชาติหวานที่มากเกินไป และอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้สถานการณ์ก้าวเลยจากความชื่นชอบ เป็น "การติด" ได้ แต่สภาพการณ์นี้ ยังไม่ได้รับการตระหนักว่า เป็นปัญหา ในทางตรงกันข้าม ค่านิยม และแผนการตลาดของสินค้าอาหารจำนวนมาก กลับมาส่งเสริมการบริโภคน้ำตาลมากยิ่งขึ้น

ไม่เสพย์ติดแต่ติด

แม้จจริงๆ แล้ว น้ำตาลไม่ใช่สารเสพย์ติด แต่การวิจัยก็พบว่า สมองของคนที่กินหวานจนชิน จะมีการตอบสนองต่อน้ำตาล ด้วยการหลั่งสาร Opioids ออกมาก ทำให้เกิดความพึงพอใจ และความอยากกินหวาน นักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะการพึ่งน้ำตาล (Sugar dependency) หรืออาจเรียกว่าการ "ติดหวาน" นั่นเอง

กาคติดหวาน นับเป็นมูลเหตุสำคัญ ของการบริโภคน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น และเมื่อถึงขั้นติดเสียแล้ว ก็ย่อมยากที่จะเลิก หรือลดการกินหวานลง และหากทำเช่นั้นอย่างกระทันหัน ก็จะเกิดความโหยขึ้นได้

สรุปง่ายๆ ก็คือ การกินหวานทำให้ติดหวาน และเมื่อติดหวานแล้ว ก็ยิ่งกินหวานมากขึ้น อันเป็นวังวนที่ไม่แตกต่างจากการเสพย์ติด ซ้ำร้ายอาจมีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่า ด้วยเหตุที่การติดหวานนั้น ยังไม่เป็นที่ตระหนักว่า เป็นปัญหา ตรงกันข้ามกลับมีค่านิยมในสังคม และปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมให้ การบริโภคอาหารหวาน กลายเป็นเรื่องปกติ หรือกระทั่งเป็นเรื่องที่สมควร และจำเป็น

ความหวานที่แสนดี

อานุภาพของความหวานนั้น มีพื้นฐานมาจากรสชาติอันเย้ายวน และรื่นรมย์ ความหวานจึงเป็นที่รัก เป็นที่ปรารถนาโดยธรรมชาติ ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่า เราเติมรสหวานกันก็เพื่อความอร่อย แล้วเราก็ติดหวานกัน อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ สังคมโดยทั่วไปยังให้คุณค่าแก่ความหวาน ในฐานะที่เป็นนิยมวิไล เป็นสื่อกลาง หรือตัวแทนแห่งความรัก ความสุข และรางวัลแห่งชีวิต ของหวานกับวาระพิเศษต่างๆ จึงเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ ช็อกโกแลต ฯลฯ หรือทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง จ่ามงกุฎ ฯลฯ ก็ล้วนแต่มีที่ทางที่สำคัญ ในโอกาสแห่งความสุข และในพิธีการที่มีความหมายของชีวิต

ความเชื่อ และระบบคุณค่าที่มีอยู่นี้ ขัดแย้งโดยตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่า ความหวาน และน้ำตาล คือ ตัวปัญหา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จพมีการยอมรับ หรือปรับเปลี่ยนทัศนะ

ความหวานกับการค้า

นอกเหนือจากสาเหตุที่มาจากตัวบุคคลเอง และค่านิยมของสังคมแล้ว ภายใต้ความทันสมัย และความเป็นสังคมอุตสาหกรรม ยิ่งทำให้การบริโภคหวานแพร่หลายอย่างยิ่ง เพราะมีการใช้น้ำตาลจำนวนมหาศาล ในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งยา ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์หลายประการ ทั้งเพิ่มเพิ่มรสชาติ สร้างความอร่อย เพื่อเพิ่มสีสีนให้เย้ายวนใจ เพื่อการถนอมอาหาร รักษาความชื้น และป้องกันการเน่าเสีย เพื่อเป็นตัวทำละลาย ตลอดจนเพื่อเพิ่มเนื้ออาหารบางชนิดด้วย โดยเฉพาะสำหรับผลิภัณฑ์ผลไม้กระป๋อง และผักกระป๋อง

ผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ จึงมีส่วนส่งเสริมการบริโภคน้ำตาลโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การตลาดของอุตสาหกรรมอาหารจำนวนมาก ยังมีส่วนอย่างสำคัญ ในการตอกย้ำค่านิยม การบริโภคน้ำตาล ด้วยการสร้างทัศนะคติบวกให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้ว่า มีอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง หลายประเภท ถูกตั้งค่าให้เป็นอาหารแห่งยุคสมัย และเป็น "รางวัล" สำหรับการทำงานหนัก หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้น



User : Pass :   กรุณาล็อกอินก่อนแสดงความเห็นด้วยค่ะ
สมัครสมาชิก ที่นี่ค่ะ!!